Home ข่าวท้องถิ่น จนท.จับแล้ว 2 คนร้าย ปล้น 76 ล้าน ตามยึดเงินสดเกือบ 40 ล้าน ที่แท้คนรู้จักกัน

จนท.จับแล้ว 2 คนร้าย ปล้น 76 ล้าน ตามยึดเงินสดเกือบ 40 ล้าน ที่แท้คนรู้จักกัน

39

กรณีอภมิหาการปล้นเงินสดเกือบ 40 ล้านบาท ในเขตท้องที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ในหมู่บ้านหรู ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11 เม.ย.67 ที่ผ่านมา

ต่อมา ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ชุดสืบสวน ภ.จว.เชียงใหม่ และ ชุดสืบสวน สส.ภ 5 ตรวจเช็กกล้องวงจรปิดเส้นทางคนร้ายหลบหนี และจุดทิ้งของกลางอำพรางคดีจุดต่าง ๆ จนรวบรวมหลักฐานพยานชัดเจน และรู้ตัวกลุ่มคนร้าย มาจากธุรกิจไลฟ์โค้ชทางโซเซียล ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซื้อขายตึกคอนโด บ้าน จนมีเงินมหาศาล โดยผู้เสียหายแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.30 น .วันที่ 19 เม.ย.2567 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ว่า ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ตามล่าตัวเช็กกล้อง เส้นทางหลบหนี จากจุดต่างๆ จนรู้ตัวเป้าหมายจับกุมได้ในที่สุด

โดยจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่ บริเวณลานจอดรถด้านหน้า คอนโดแห่งหนึ่ง ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ และบริเวณริมถนนมูลเมือง ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จับได้เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2567 เวลาประมาณ 12.30 น.

ผู้ต้องหาทราบชื่อต่อมาว่า นายภูดิศ หรือรุจ (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี และ นายอดิศักดิ์ หรือศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี จากการตรวจค้นและพร้อมยึดของกลาง ประกอบด้วย

ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 8,000,000 บาท บรรจุถุงดำซ่อนในกระเป๋าเดินทางสีฟ้า ใบที่ 1

ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 4,000,000 บาท อยู่ในถุงดำซ่อนในกระเป๋าเดินทางสีฟ้า ใบที่ 2

ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 12,000,000 บาท อยู่ในถุงดำซ่อนในกระเป๋าเดินทางสีฟ้า ใบที่ 3

ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 2,000,000 บาท อยู่ในลิ้นชักในตู้เสื้อผ้า

ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 4,100,000 บาท อยู่ในถุงดำในตู้เสื้อผ้า

ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 6,000,000 บาท อยู่ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง

ตลับใส่เครื่องประดับสีน้ำตาล ยี่ห้อ ออโรร่า จำนวน 2 ตลับ ตุ้มหูเพชร ตลับละ 1 คู่ และอีก 1 ตลับเปล่า ,ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 983,000 บาท อยู่ในถุงพลาสติกใส จำนวน 3 ถุง

ตำแหน่งที่พบของกลางรายการที่ 1 ,2 ,3 ,4 ,5 ,6 และ7 พบในห้องหมายเลข 403 ชั้น 4 หอพักแห่งหนึ่ง หน้าวัดหนองป่าครั่ง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และ ของกลางอีก 1 รายการ พบอยู่ในหัวเตียงในห้องนอนบ้านหลังหนึ่ง ใน ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ตั้งข้อหา ความผิดฐาน “ร่วมกันทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น สำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์นั้น โดยใช้ยานพาหนะ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ โดยร่วมกระทำความผิดตั้ง 2 คนขึ้นไป, โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร

ต่อมา พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมชุดสืบสวนสภ.เมืองเชียงใหม่ แถลงจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พร้อมของกลางเงินสด 36.98 ล้านบาท

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมิ่อกลางดึกคืนวันที่ 11 เม.ย.67 คนร้ายเข้าไปงัดบ้านหรู ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งพื้นที่ ต.แม่เหียะ โดยคนร้ายกวาดเอาทรัพย์สินภายในบ้านอาทิ เงินสด 38.7 ล้านบาท พระเครื่องเลี่ยมทอง 15 องค์มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท พระเครื่องสำคัญอีกกว่า 300 องค์มูลค่า 20 ล้านบาท ทองคำอื่นๆมูลค่้ากว่า 1 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไปกว่า 76 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ติดตามจากกล้องวงจรปิดพบรถจยย. ของคนร้าย ที่เข้ามาก่อเหตุ และติดตามเส้นทางการหลบหนีอื่นๆ กระทั่งรู้ว่าคนร้ายทั้งสองคนร่วมก่อเหตุ จึงนำกำลังบุกเข้าจับกุมใและนึดของกลางที่ซุกซ่อนไว้ในห้องได้จำนวนมาก

พ.ต.อ.ปรัชญา เปิดเผยว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ารู้จักกับบ้านผู้เสียหายเป็นอย่างดี เพราะร่วมทำการค้ากันมานานกว่า 10 ปี โดยผู้เสียหายนั้นเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง คอยซื้อบ้าน หอพัก คอนโด มารีโนเวท แล้วขายต่อ ทำให้ต้องเก็บเงินสดไว้จำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นไลฟโค้ช ทางยูทูบชื่อดังอีก

โดยผู้ต้องหาเปิดบริษัททำกลอนประตู และทำธุรกิจกับผู้เสียหายมานาน แต่ช่วงราวๆ 2 ปีที่ผ่านมามักขัดแย้งทะเลาะกันเรื่องเงินจากการทำงาน ทำให้ผู้ต้องหาแค้นใจอย่างมาก ที่ทำงานแล้วได้เงินไม่ครบ จึงอาศัยจังหวะที่ผู้เสียหายไม่อยู่บ้านลอบเข้าไปสะเดาะกลอนประตู และกวาดทรัพย์สินของผู้เสียหายออกมาทั้งหมด

โดยคนร้ายเก็บแต่เงินสดไว้ ส่วนทองคำพระ ห่อใส่ถุงขยะทิ้งไว้ในกองขยะ ริมถนน ซึ่ตำรวจกำลังเช็กกล้องวงจรปิด และหาว่าของกลางเหล่านั้นอยู่ที่ไหนใครเอาไป ส่วนเงินสดที่ได้คืนมาแม้ไม่ครบ เพราะผู้ต้องหาเอาไปซื้อทองกับรถยนต์ ซึ่งจะสอบสวนปากคำเพื่อหาทรัพย์สินมาคืนให้กับผู้เสียหายต่อไป